บทเรียนธุรกิจจาก the alchemist
1) มีนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน
1. พวกที่คลุมเครือเพราะไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่
2. พวกที่คลุมเครือเพราะรู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่แต่ก็รู้เหมือนกันว่าภาษาแห่งการเล่นแร่แปรธาตุเป็นภาษาที่ส่งไปยังใจ ไม่ใช่ไปยังเหตุผล
3. พวกที่ไม่เคยได้ยินเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุเลย แต่สามารถค้นพบหินแห่งปรัชญาได้สำเร็จจากชีวิตของพวกเขาเอง
2) อะไรคือเรื่องที่โกหกหลอกลวงที่สุดในโลก
ก็ที่ว่าในบางช่วงของชีวิตคนเราสูญเสียการควบคุมชีวิตของเราเอง และชีวิตช่วงนั้นกลับถูกกำหนดด้วยโชคชะตา นี่เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงที่สุดในโลก
3) ตำนานชีวิตของตนเองคืออะไร ในช่วงนั้นของชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ และคนไม่กลัวที่จะฝัน และอยากจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาอยากจะเห็นว่าตัวเองได้ลงมือทำในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังลี้ลับอย่างมันจะเริ่มพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะสืบสานตำนานชีวิต
พลังลี้ลับ มันคือพลังที่ดูเหมือนจะทำลายแต่ในความเป็นจริงมันกำลังสอนเธอว่า จะสื่อสารตำนานชีวิตของตัวเองได้อย่างไร
มันกำลังเตรียมจิตวิญญาณและความตั้งใจของเธอให้พร้อม เพราะมีความจริงที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งบนดาวเคราะห์ดวงนี้
นั่นคือไม่ว่าเธอจะเป็นใครหรือทำอะไร เมื่อเธอต้องการอะไรจริง ความต้องการอันแรงกล้านี้จะบังเกิดในจิตของจักรวาล นั่นคือภารกิจของเธอบนโลกนี้
การบรรลุถึงตำนานชีวิตเป็นหน้าที่ประการเดียวของมนุษย์ ทั้งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งเดียว
4) ในโลกนี้มีภาษาอยู่ภาษาหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจ มันคือภาษาของความกระตือรือร้น ภาษาของการทำสิ่งต่างๆด้วยใจรักและความตั้งใจ
เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่เราปรารถนาหรือเชื่อ
5) ทำไมคุณถึงพกปืนมาด้วย เพื่อที่จะได้รู้จักไว้ใจคนน่ะสิ
6) ฉันจะกลัวความล้มเหลวไม่ได้ การกลัวความล้มเหลวทำให้ฉันไม่ได้ทดลองผลงานที่ยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้
ตอนนี้แหละที่ฉันกำลังเริ่มทำสิ่งที่ฉันน่าจะได้เริ่มเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
แต่ยังไงฉันก็ดีใจที่ไม่ได้คอยถึง 20 ปีแล้วถึงจะเริ่ม
7) การเรียนรู้มีอยู่วิธีเดียวเท่านั้น คือจากการปฏิบัติ
8) ใจของผมกลัวความเจ็บปวด บอกใจของเธอสิว่าการกลัวความเจ็บปวดเป็นสิ่งเลวร้ายกว่าความเจ็บปวดเสียอีก
และไม่มีใจดวงใดเจ็บปวดเมื่อออกตามหาความฝันของตนเอง
9) ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดคือช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
10) อะไรที่เกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก แต่อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้ง จะเกิดครั้งที่ 3 ขึ้นอย่างแน่นอน
บทเรียนธุรกิจจาก Steve Jobs
inspiration
1) ความสามารถของมนุษย์กำหนดด้วยความยิ่งใหญ่ของความฝัน
2) เราคือบริษัทแว่นตาเล็กๆ ที่จะท้าชนกับยักษ์ใหญ่ และบอกพวกเค้าว่า คุณมาผิดทางแล้ว
นี่ไม่ใช่สิ่งที่อุตสาหกรรมแว่นตาควรจะเป็น และเราจะทำให้คุณเห็นว่าต้องเป็นอย่างไร
3) หากผมอยู่ห่างออกไปเป็นล้านๆไมล์ หรือแม้แต่ในอีกโลก
และคนในบริษัทยังคอยสร้างสุดยอดผลงานเรื่อยๆ ที่ทำผู้คนมีชีวิตดีขึ้น
นั่นล่ะผมจะรู้สึกว่ายีน และมรดกของผมยังคงอยู่ที่นั่น
4) Sometimes life hits you in the head with a brick. Don't lose faith.
5) ความปราดเปรื่อง ความกระหายอันไม่มีที่สิ้นสุด ไฟอันเร่าร้อน และพลังงานของสตีฟเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมนับไม่ถ้วน ที่เติมเต็มและปรับปรุงชีวิตของเราทุกคน โลกน่าอยู่ขึ้นอย่างไร้ขอบเขตได้ก็เพราะสตีฟ
6) บุคคลที่มีพลังและจินตนาการในการคิดสร้างสรรค์อย่างแรงกล้าอย่างสม่ำเสมอ และบ่อยครั้งจะมีความสามารถในการบันดาลใจผู้อื่นด้วย
company management
1) ถ้าเราก้าวไปข้างหน้าแล้วไม่มีแม้แต่แรงเสียดทานแล้วล่ะก็ก้าวนั้นของเราก็คงไม่ใช่ก้าวสำคัญอย่างนี้เราอยากให้มันเป็น
2) สิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งเกี่ยวกับทีมงานของเราและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดก็คือความรู้สึกที่ว่าเราอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องทำ
3) การเปลี่ยนจอ iPhone จากพลาสติกเป็นกระจกในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดตัว เป็นตัวอย่างว่าหลังจาก Jobs เห็นว่า “ต้องเปลี่ยน”
เขาก็สั่งเปลี่ยนทันที แม้จะเกิดความวุ่นวายและต้องเร่งผลิตอย่างมหาศาลก็ตาม
4) John Scully ทำพังเพราะเขาคิดว่าเมื่อมีไอเดียที่ดีมันคือความสำเร็จ 90% แล้ว
แต่ที่จริงมันคือ process ระหว่างทางต่างหากมันคือการจับอีก 5,000 ไอเดียย่อยๆเข้ามายำรวมกัน
5) แก้ปัญหาตลอดทาง เอาทีมที่เก่งๆคนเก่งๆเข้ามารวมกัน เถียงกัน ทะเลาะกัน มีตะโกนใส่กัน แต่นั่นแหละมันจะออกมาเป็นสุดยอดของสุดยอด สิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัทส่วนใหญ่คือ คุณไม่ได้จัดให้คนเก่งๆอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (เช่น รายล้อมด้วยคนเก่งด้วยกัน)
สุดท้ายคนเก่งๆก็เลยออกไป ลงท้ายคุณจะมีแต่พวกกลางๆ กับแย่ๆในบริษัท
6) เป็นเรื่องเจ็บปวดเวลาที่คุณมีคนที่ไม่ได้ดีที่สุดอยู่และต้องกำจัดพวกเขาทิ้งไป แต่ผมพบว่าบางครั้งงานของผมคือการทำเช่นนั้นแหละ
กำจัดคนที่ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นความสามารถของตัวเอง และผมพยายามเสมอที่จะทำเช่นนั้นอย่างมีมนุษยธรรม แต่อย่างไรแล้วก็ต้องทำให้เสร็จสิ้น มันไม่เคยสนุกเลย
7) บทเรียนสำคัญที่ steve jobs มอบให้กับพวกเรา ไม่ใช่เรื่องของอุปกรณ์ที่แสนสมบูรณ์แบบ เรียบหรูดูดีไปหมด
ผลงานการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ก็คือบริษัทของเขา
8) เขาไม่ได้พูดว่า “เล่นตามแผนแต่เปลี่ยนตามเกม” ตรง ๆ
แต่ “แนวคิด” ของเขาคือแบบนี้:
You can have a plan, but once the reality changes,
you must throw away the old plan immediately.
communication
1) ถ้า ลค ไม่เข้าใจอะไรที่เราสื่อสารออกไป ไม่ใช่เค้าที่โง่ เรานั่นแหละที่โง่
2) jobs คือนักแสดง เซลล์แมนโดยกำเนิด
นักมายากลผู้สร้างสนามความจริงที่บิดเบือนอันเลื่องลือ และจอมเผด็จการผู้เรียกร้องความสมบูรณ์แบบ
การนำเสนอของ steve jobs ไม่ใช่แค่การแนะนำเสนอขายแก่บุคคลภายนอกเท่านั้น
แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ความตื่นเต้นในวิสัยทัศน์และธุรกิจให้กับบุคคลภายในด้วย
leadership
1) Jobs เล่าว่าพอเราเอาแบบให้พวกวิศวกรดู พวกนั้นจะมีเหตุผลมากมายมาบอกว่าทำไม่ได้ แต่ผมบอกว่าไม่ๆ
เราจะทำแบบนี้ วิศวกรก็ถามว่าทำไมผมก็ตอบว่าก็เพราะผมเป็น CEO แล้วคิดว่ามันทำได้น่ะสิ
2) อย่าทำสิ่งที่ง่าย แต่จงทำสิ่งทีถูกต้อง
3) you can be right , even if nobody listen to you !
I do not mind being wrong sometimes, if I pursue to do the right direction !
4) จงเป็นมาตรฐานในการวัดคุณภาพ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่ต้องการความเป็นเลิศ
5) หน้าที่ของผมไม่ใช่การออมมือกับทีม
แต่หน้าที่ของผมคือการปะติดปะต่อชิ้นส่วนต่างๆของบริษัทเข้าด้วยกัน ขจัดปัญหาและหาทรัพยากรต่างๆ
มาใช้ในโครงการหลักทั้งหลาย และนำพาคนเก่งๆที่เรามีเหล่านี้ ผลักดันแล้วทำให้พวกเขาเก่งขึ้น
6) วิสัยทัศน์กับไฟแรงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ผู้นำที่มีไฟแรงแต่ไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนย่อมไม่เจอความสำเร็จ
วิสัยทัศน์แต่ไฟไม่แรง ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
ผู้นำที่ดีจะรู้ว่าทำอะไรไม่เก่ง และจะสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับคนที่เป็นมือขวาเพื่อให้งานลุล่วงไปด้วยดี
creativity
1) ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์นั้นจริงๆแล้วมันก็คือการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน
เมื่อคุณถามคนที่สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาสักอย่างว่าคุณทำได้ยังไงนะ
มันจะทำให้พวกเขารู้สึกผิดเล็กๆที่จะต้องตอบ เพราะจริงๆแล้วเขาไม่ได้สร้างสรรค์อะไรที่ใหม่เลย
ขอเพียงแค่มองเห็นบางสิ่งที่เด่นชัดในความคิดของเขาว่าพวกมันควรจะอยู่ด้วยกันจากประสบการณ์ที่มี กระทั่งมันกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาในท้ายที่สุด
2) ทีมงานจะกระตือรือร้นมากขึ้นถ้าเราสร้างบางสิ่งบางอย่างที่ลูกค้าก็อยากได้ และทีมงานเองก็อยากได้เหมือนกัน เช่น iPod
focus
1) สิ่งที่คุณยังไม่ได้ทำสามารถบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้พอๆกับสิ่งที่คุณทำไปแล้ว
2) คนส่วนใหญ่คิดว่าการโฟกัสคือการเพ่งความสนใจไปยังจุดใดจุดหนึ่ง นั่นหมายถึงการพูดว่าใช่ในสิ่งที่คุณกำลังสนใจมันอยู่
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยมันหมายถึงการพูดว่าไม่กับอีกหลายๆร้อยไอเดียที่มีอยู่ต่างหาก
มันคือการปฏิเสธโอกาสการทำกำไรมากมายเพื่อที่จะไขว่คว้าหากำไรที่ก้อนใหญ่กว่า
iPhone iPod and iPad ที่เริ่มจากการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นและไร้สาระออกทั้งหมดเหลือแต่สิ่งที่ควรและจำเป็นต้องมีเท่านั้น
จากนั้นมันก็เปลี่ยนโลกอีกครั้งและอีกครั้ง